วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ผู้นำเสนอ, ผู้วิจารณ์ และ ผู้แทงข้างหลัง บน โซเชี่ยลมีเดีย

คยมีคนบอกว่าบางคนที่ขยันทวิตหรือขยันอัพสเตตัสบนเฟซบุคนั้นในชีวิตแบบออฟไลน์แล้วไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ซึ่งบอกตามตรง ไอ้บางคนนี่มันคงต้องนับรวมผมไปด้วยอย่างแน่นอน

คุณอาจจะไม่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับผมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสนใจก็อ่านต่อนะครับ

ต้องถามก่อนเลย คุณเป็นคนจำพวกที่ไม่ต้องมีใครยอมรับก็ได้หรือเปล่า? แบบใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ต้องมีคนยอมรับตัวตน ไม่ต้องให้คนอื่นเห็นความสำคัญ ผมว่าน้อยคนที่จะเป็นแบบนั้น  หลายคนต้องการเพื่อน, ต้องการสังคม และไม่ต้องการที่จะอยู่คนเดียว คุณยอมไปแฮงก์เอาท์กับเพื่อนทั้งๆที่ฝืนใจหรือเปล่า? ถ้าใช่คุณเองก็ต้องการการยอมรับว่าเป็นเพื่อนกับคนอื่น แต่ก็มีบางคนที่อึดอัดเมื่ออยู่ในวงเหล้า วงปาร์ตี้ และสบายใจที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองสินะ

ในสมัยที่อินเตอร์เน็ตยังไม่เจริญ (ก่อนปี 1995) นั้น คนเราคบหากันด้วยการพบหน้ากันหรือโทรศัพท์หากัน แต่หลังจากอินเตอร์เน็ตเข้ามา เราเริ่มมี "สังคมบนเน็ต (โซเชี่ยลมีเดีย)" เราเริ่มรับข่าวสารในแบบที่ไม่ได้ถูกจำกัดแค่รายการทีวี, รายการวิทยุ และสิ่งพิมพ์อีกต่อไป และเกิดพื้นที่ "แสดงตัวตน" ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการทำเว็บไซต์หรือการเขียนblogจนคนบางคนไม่จำเป็นต้องออกไปเจอหน้ากันบ้างแล้ว และสามารถนำเสนอแนวคิวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อทีวี เพราะเรานำเสนอบนพื้นที่ของเราเอง จนบางครั้งกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนบางคนไม่ยอมออกจากบ้านเป็นฮิคิโคโมริที่ข้าเก่งในเน็ต แต่ข้าไม่ออกไปเจอแกนอกบ้านหรอก

  ต่อมาเมื่อสิ่งที่เรียกว่า "สมาร์ทโฟน" เข้ามาในชีวิตเราเมื่อไม่ถึง 10 ปีมานี้ เราก็เริ่มที่จะ "อยู่ในสังคมบนเน็ตในทุกๆที่ (ที่ไวไฟและสามจีเข้าถึง) " กล่าวคือ "พื้นที่ของเราเอง" ที่แต่ก่อนต้องอยู่หน้าจอคอม ก็ย้ายมาอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนแทน จากการหมกตัวในบ้านก็กลายเป็นว่าแม้จะอยู่ข้างนอกเราก็ขังตัวเองอยู่ในหน้าจอสมาร์ทโฟนได้ จนเริ่มถูกคนอื่นประชดว่าเป็นสังคมก้มหน้ากันไปแล้ว

คนที่ไม่เคยก้มหน้าเขาคงไม่เข้าใจว่าทำไม คนก้มหน้าถึงเสพย์ติดขนาดนี้

โซเชี่ยลมีเดียนั้น กลายเป็นพื้นที่ที่คุณไม่ต้องอดทนกับการเข้าสังคมแบบฝืนๆ (ถ้าคุณฝืนล่ะนะ) คุณสามารถติดต่อกับใครก็ได้แม้ไม่เคยเจอหน้ากันเลยก็ตามที คุณสามารถบอกคนอื่นได้ว่าตอนนี้คุณคิดอะไรอยู่ โดยมีความแฟร์คือ เมื่อใครสักคนไม่พอใจในสิ่งที่คุณคิดเขาก็สามารถคอมเมนต์คุณกลับได้ หรือแสดงความพึงพอใจในสิ่งที่คุณนำเสนอด้วยการกด Like หรือ Retweet นั่นจะตอบโจทย์ในใจว่า "มีคนเห็นด้วยกับเรา มีคนไม่เห็นด้วยกับเรา เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก (อย่างน้อยๆ ก็ในด้านความคิดล่ะนะ)" 

บางคนได้รับการยอมรับมากๆ เข้า ก็กลายเป็นเน็ตไอดอล เป็นเซเลป (คนดัง)ในวงการเน็ตไปเลยก็มี ซึ่งก็มีทั้งคนที่คนอื่นชูให้ บางคนก็ชูตัวเอง จนบางทีก็ดูเละเทะไปก็มี ซึ่งจริงๆ เน็ตไอดอลไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชี้นำสังคมหรอกนะ แต่คนที่ยอมรับพวกเขากลับมองว่า "เน็ตไอดอลและเซเลปเป็น trend setter ให้กับโลกเน็ต" ซึ่งเมื่อเซเลปแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็จะมีคนทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และถูกวิจารณ์ได้ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ทั้งที่เบื้องต้นแล้ว เน็ตไอดอลหรือเซเลปหรือคนธรรมดาก็แค่ทำเหมือนเดิมคือ นำเสนอสิ่งที่คิดหรือ อัพเดทสเตตัสของตัวเองเท่านั้นแหละ

หลายคนอาจไม่ได้มาเขียนก็เป็นสายติดตาม การฟอลโลว์คนดังส่องดูชีวิตเขาก็เป็นอีกช่องทางนึงในการเสพย์ บางคนก็เสพย์ในสิ่งที่ "สื่อเดิม" เสนอไม่ได้ เพราะติดตามเฉพาะทางเกินไป ในสายตามเองก็มีสายแซว, สายแขวะ บางคนก็แซวขำๆ บางคนก็แค่พูดถึงบวกวิจารณ์บ้าง แต่บางคนที่มองว่า "การแซว" เป็นการทำร้ายคนดังผมคิดว่า บางทีคนที่วิจารณ์คนที่แซวอีกที ตัวเขาเองอาจไม่เคย "แซวคนอื่น" หรอก แต่ถนัด "การแทงข้างหลัง+ รอซ้ำเติม,รอทำร้ายคนอื่นลับหลัง"   พวกนี้บางทีก็จับกลุ่มรวมหัวเป็น "สังคมนินทา" เพราะทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะโต้เถียงกัน แต่บางคนก็เลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นในที่แจ้ง แต่แอบเอาไปด่าทอกันที่อื่นต่อ เป็นอีแอบที่เก่งในบ้านเล็กในจอสมาร์ทโฟนอีกที 

บทความ หรือ สเตตัส หรือ ข่าว ทุกคนมีสิทธิ์ทำได้เท่าเทียมกัน แต่จำนวนคนยอมรับอาจแตกต่างกันตามแต่สิ่งที่ทำสะสมมา คนที่สังคมในเน็ตยอมรับก็ไม่ใช่ว่าจะสั่งสมในวันเดียวหรอก แต่ไอ้คนที่บ่อนทำลายคนอื่นนี่สิ เวลาด่าเขาก็ไม่กล้าออกมาด่าตรงๆ ไม่ได้สร้าง "ตัวตนให้คนยอมรับ" แท้ๆ ริอ่านจะมาทำลายกันนี่มันก็นะ

ไปสร้างพื้นที่และขอบเขตการยอมรับของตัวเองก่อนดีกว่ามั้ยครับ?

เผื่อว่าเวลาคุณเห็นต่าง แล้วคนไม่ยอมรับคุณจะได้โดนคนวิจารณ์ในการกระทำของคุณเองบ้าง

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กินช็อกโกแลต ดาร์ธเวเดอร์ ที่คอนเซปต์ฮาๆกันมั้ยล่ะ

ช่วงนี้ STAR WARS ภาค 7 Force Awakens กำลังจะฉาย การโหนกระแสสินค้าจากเรื่องนี้ก็เล่นหนักขึ้นเรื่อยๆ นะ และนั่นก็ลามมาถึง บ.โมรินางะ จากญี่ปุ่น ที่เอาฮากันขนาดนี้เลย

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

รู้หรือไม่ ทำไมบริษัทการ์ตูนถึงเน้นการขาย online ไม่มีหน้าร้าน?


Designed by Freepik

การซื้อการขายนั้นเกิดขึ้นบนโลกมา2พันกว่าปี แล้ว และตั้งแต่อินเตอร์เข้ามีส่วนในชีวิตของเรา จนแทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 อยู่แล้ว ก็ทำให้เกิดการซื้อขายบนอินเตอร์เน็ต หรือที่เขาเรียกกันว่า E-commerce นั่นแหละครับ

เดิมที E-commerce มันเป็นแค่อะไรเก๋ๆ ที่เติมเต็มให้แบรนด์หรือ shop ต่างๆ ดูทันสมัยไม่ตกยุค แต่ในยุคที่เราติดต่อกันโดยไม่สนใจหน้าตาและภาษาแล้ว E-commerce หรือตอนนี้เป็น Online shopping นั้น

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

[บ่นวันอาทิตย์] อยากบ่นแต่ไม่อยากให้คนถูกบ่นมันได้เห็นว่ะ

ใครอาศัยอยู่บนโลกแล้วไม่เคยเบื่อคนรอบข้างบ้าง
ถ้ามีก็ดีไปนะครับ

แต่ผมเป็นคนที่ขี้เบื่อ พอขี้เบื่อในสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ เราก็อยาก "บ่น" ให้คนอื่นได้อ่านได้ฟังบ้าง
คือ ถ้าเก็บไว้ในอก คงอึดอัดชิบหาย คือผมเป็นคนที่ต้องหาที่ระบายอารมณ์ บางคนก็อาศัยไปต่อยมวย, ชกกระสอบทราย, เล่นศิลปะการต่อสู้ ได้ออกแรงชกอะไรบ้างมันก็เป็นการระบาย "ความเบื่อ" "ความเซ็งในใจ"

ตอนนี้ผมยังไม่มีอุปกรณ์ระบายอารมณ์แบบนั้น (สงสัยเขียนเสร็จต้องซื้อสินะ?) และก็ไม่มีใครอยากรับฟังเรื่องสั่วๆรายวันของผมหรอก หมายถึงคุยกันน่ะนะ

ผมจึงอาศัยบ่นในเน็ต

อินเตอร์เน็ตเคยเป็นพื้นที่ส่วนตัว, ระบายเรื่องในใจของตัวเอง แทนไดอารี่ (แต่ก็มีคนอื่นมาอ่านได้นะ) แต่วันนึงสิ่งที่เรียกว่า "การ share" ไม่ว่าจะ facebook, twitter มันก็ทำให้ "ความเป็นส่วนตัว" มันหายไปหมด และที่เหนืออื่นใด "เพื่อนมัน" เพื่อนของไอ้คนที่เราบ่นใส่บางทีมันอ่านแล้วมันก็รู้ว่า "ผมด่าเพื่อนมัน" มันก็เอาไปแชร์ไปเม้าท์แตกไปนินทาและสุมหัวกันทำลายผมทีหลัง

ชักเริ่มเกลียดการเขียนอะไรลงบนเน็ตเพราะเพื่อนมัน

รำคาญที่จริงๆแล้ว ไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์ไม่พอใจคนอื่นมั้ย มีสิทธิ์รำคาญ มีสิทธิ์บ่นมั้ย?

แน่นอนว่า "การถูกแขวะบนเน็ต" แม่งน่าหงุดหงิด แต่เราก็ต้องยอมรับนะว่า "ทีเรายังด่ามันได้ ทำไมมันจะด่าเราไม่ได้" คือ โต้กันเองบนเน็ตก็ได้หรอก แต่โคตรเกลียดพวกเขียนเป็นนัยๆ ในการด่าคนอื่นเลย มันฉลาดมากที่คิดวิธีเหี้ยๆแบบนี้ได้ มันด่าเราโดยคนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจจะไม่เห็นว่ามันด่า

สัส เกลียดพวกเพื่อนเยอะชิบเป๋ง

คือ ก็ไม่รู้มันทำได้ยังไงนะกับไอ้การที่กลางวันทำงาน,กลางคืนเล่นเกมทั้งคืนและก็คุยกับชาวบ้านไปด้วย คือชีวิตมึงไม่ต้องการเวลา "อยู่กับตัวเอง" เลยเหรอ? แบบทำอะไรตามลำพัง ไม่ต้องอยู่กลางหมู่เพื่อน? คือพอดีผมเป็นคนเพื่อนน้อย เพื่อนที่มีก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นแนวเดียวกัน100%หรอก มันเจอกันได้แค่บางเวลา คือ ส่วนมากผมเอาเวลาไป make money มากกว่าจะ make friend เนี่ยสิ ทำให้เห็นว่าการ hang out ม้นแอบเสียดายเวลามากๆ คือ เราอยากมีเวลา "เพื่อตัวเอง" มากๆๆๆๆๆ เพราะกลางวันเราทำงาน เราอยู่กับ "คนอื่น" ตั้ง8-12 ชม แล้ว ขอนอน 8 ชม และเวลาเพื่อตัวเองซัก 4 ชม ได้มั้ย

พอมันมีเพื่อนเยอะ มีห่าเหวอะไรก็ต้องบอกเพื่อน
ผมมีเพื่อนน้อย มีห่าเหวอะไรบางทีก็เก็บไว้ในใจ
เวลาเจอเรื่องเลวๆ บางครั้งผมก็เก็บไว้เฉยๆ แต่พวกห่านั่นต้องเอาไปโพนทะนา

เรื่องของเรื่องคือ จะทำไงดีวะ อยากบ่นแต่ก็ไม่อยากให้ไอ้คนที่เราบ่นใส่แม่งมาเห็น
อยากให้โลกทั้งใบรู้ความระยำของมันแต่ก็ไม่อยากให้ไอ้ระยำมันได้รู้ เหอๆ

จะ block ยังไงดีนะ? ในโลกที่คนเลวเพื่อนเยอะ ไม่ว่าจะยังไงมันก็ต้องได้อ่านน่ะ

เพราะบางทีโลกออนไลน์แม่งก็กลมเกินกว่าที่เราจะคิด

เบื่อ

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

(บ่น) คุณตั้งใจฟังคนอื่นพูดคุยกันมากแค่ไหน?

เป็นเรื่องที่ผมฉุกคิดขึ้นได้หลังจากฟังทัศนคติลูกน้องตัวป่วนคนนึงครับ

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

[บ่นเรื่องเวลา] 2015.9.1

sense ด้านเวลาของเราต้องต่างกันแน่ๆ เลย

เรื่องนี้ออกจะส่วนตัวครับ

ผมทำแฟนซับ และ ใส่ใจกับคอมเมนต์ของคนที่มาดู และสะดุดกับคำว่า
"รอคอยมานาน" 

"รอคอยมานาน" กับซับไทยของละครที่ฉายเมื่อ 7 วันก่อน มันฉาย 3 ตอนรวด / ซึ่งทางผมเองก็ผลิตแฟนซับทีละตอน และผลิตรวดเดียว 3 ตอน ในได้ดูภายใน 7 วันหลังจากการฉาย นี่คือ "นานแล้ว" สินะ

คือชอบที่มีคนตามผลงานนะครับ, 
แต่ไม่ชอบคอมเมนต์ "รอมานาน" จริงๆ นะครับ 
คือคนพิมพ์อาจจะอยากดูจริงๆ ถึงบอกว่า "รอมานาน" แต่ในฐานะคนทำแล้วมันชวนให้ฉงนว่า
"งั้นเร็วเท่าไหร่ถึงจะพอใจล่ะ?" คือ คุณคิดว่างานแฟนซับนี่กดปุ่ม 2 ปุ่ม แล้วก็มันก็งอกออกจาก
คอมพิวเตอร์เลยหรือ? หรือคุณคิดว่าผลงานของคนอื่น = อาหารตามสั่งเหรอ? 
แบบโทรสั่งแล้วยังไงก็ต้องได้เหรอ? แฟนซับนะครับ ไม่ใช่ร้านอาหารตามสั่ง

พิมพ์ไปพิมพ์มา ผมก็เกิดปิ๊งแนวคิดอย่างนึง 

ทุกอย่างที่คุณอยากได้เกิดตามธรรมชาติได้มาฟรีๆ...เหรอ?

บางคนอาจจะไม่รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างมันผ่านขั้นตอนมากมายแค่ไหนกว่าจะมาอยู่ตรงหน้าเขา
น้ำดื่มที่ดื่มอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่ คุณคิดว่า มันมาจากธรรมชาติเหรอ? ไม่ใช่เลยนะ แม้น้ำจะมีในธรรมชาติ 
แต่นั่นคือ "น้ำ" ส่วนน้ำดื่มนั้นผ่านขั้นตอนทางอุตสาหกรรมมากมาย จากน้ำดิบผ่านขั้นตอนการกรอง, ผ่านการฆ่าเชื้อ, ผ่านการเติมคลอรีน, ผ่านกระบวนการมากมายกว่าจะลงขวดใสแล้วไปอยู่ในร้านสะดวกซื้อ แล้วที่สำคัญคุณก็ควักเงินซื้อเข้าบ้านมา

เห็นมั้ย สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านกระบวนการมากมาย ไม่ใช่กระพริบตาแล้ว น้ำดิบจะกลายเป็นน้ำดื่ม อย่างน้อยที่สุดคุณก็ยังจ่ายเงินซื้อความลำบากในการผลิตมาใช่มั้ย?

แต่แฟนซับคืออะไร? คุณได้มาฟรีๆ เพราะคนทำอัพโหลดให้คุณได้ดู คุณก็พาลคิดไปว่า "ของฟรี" = "ไม่ต้องใช้เวลาในการผลิต" ไปด้วยเหรอ? แน่นอนว่า "ใช้เวลา" จะเร็วหรือช้าก็ "ใช้เวลา" 

แต่ "เวลาที่ถูกใช้" คุณคิดว่ามันต้องใช้เวลากี่นาที กี่ชั่วโมง หรือ กี่วัน บางที กี่เดือน จึงอยากให้พิจารณาบ้างว่า "กว่าจะมาเป็นแฟนซับให้ดูมันต้องใช้เวลาแค่ไหน" 

คำชมที่ควรจัดให้คนทำคืออะไร อยากให้ "ใช้เวลาคิดบ้าง" ไม่ใช่สักแต่พิมพ์ๆไปตามสิ่งแรกที่นึกออก


กลับมาที่ประเด็นเรื่อง sense เรื่องเวลาบ้าง


ผมว่าคนเราต้องหัดชมอะไรที่อ่าน/ฟังแล้ว
ไม่เข้าใจคลุมเครือบ้างนะครับ 


ขอยกตัวอย่างนะ

ระหว่าง "รอมานาน" กับ "ในที่สุดก็ได้ดูแล้ว" ความหมายอาจคล้ายนะ แต่ อันแรกคาดหวังว่าต้องมีคนทำให้คุณแน่ๆ แบบคุณแม่งเจ้าชีวิตสั่งคนอื่นได้ (ทั้งที่จริงไม่มีใครรับคำสั่งคุณหรอก คนทำเขาทำงานตามความสามารถของเขา) แต่อันหลังคือ คุณแอบลุ้นแบบรอซื้อหวย/หวยออกก็ดีใจ คือแบบ "ดีจังได้ดูแล้ว" 

ลองเอาไปตรองดูนะครับ เอาง่ายๆ เวลาแม่ของคุณทำอาหารให้ทาน แม่ทำช้าทำเร็วยังไงกว่าคุณจะได้กินในหนึ่งมื้อ เวลาแม่ทำช้า คุณบอกแม่หรือเปล่า "นานจังเลยแม่" , "เมื่อไหร่จะได้กิน" คุณไปเร่งแม่มั้ย? กับรอจนแม่ทำเสร็จ คุณได้บอกแม่มั้ย "แม่,อาหารอร่อยจัง" หรือคุณบอกแม่เป็นอย่างเดียว "แม่ทำโคตรนาน หิวไส้กิ่วเลย" 

อยากให้คิดบ้าง แฟนซับมันก็เหมือน อาหารแม่ทำนี่แหละ มันไม่ใช่ อาหารภัตตาคารที่เขาตั้งร้านมารอขาย รอให้คุณออเดอร์แต่แรก ถ้าคุณ "สั่งและจ่ายเงินให้" คนทำก็ได้แต่ "ทำให้เร็วที่สุด, น้อมรับความผิดที่ทำไม่ทันใจ" 

แต่ตราบใดที่คุณไม่ได้ลงทุนหรือจ่ายเงินให้คุณไม่มีสิทธิ์อื่นๆ อย่างที่คิดหรอกนะ

#ผมคิดแบบนั้น